ประดับนำสมุน 5–6 คน ทุกคนมีอาวุธครบมือบุกไปที่วัด หลวงพ่อออกจากโบสถ์มาขอว่าที่นี่เป็นเขตวัด คงไม่เหมาะถ้าโยมจะนำอาวุธเข้ามา
ประดับสวนไปแบบไม่กลัวนรกกินหัวว่า ตนก็อยากจะทำตามคำขอของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อเลี้ยง อันธพาลไว้ในวัดตนก็คงเลี่ยงไม่ได้ แล้วสั่งสมุนให้ค้นทุกซอกทุกมุม
“จะไม่อธิบายให้อาตมาฟังสักหน่อยเลยเหรอโยมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“หลวงพ่อเห็นไหม” ประดับชี้ให้ดูแขนตัวเองที่เข้าเฝือกอยู่ “ที่ผมต้องเป็นแบบนี้เพราะฝีมือลูกศิษย์อันธพาลของหลวงพ่อ เพราะฉะนั้น อย่าว่าผมไม่เกรงใจพระเลย ไว้ยกมือไหว้ได้เมื่อไหร่ผมจะกลับมาไหว้ขอขมา ทีหลัง” แล้วมันก็เดินผ่านหลวงพ่อไปอย่างยโสโอหัง
ในกุฏิ...ยงยุทธกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเร่งขุนเดชให้เร็วๆ เข้าพวกมันมากันแล้ว แต่ขุนเดชยังนิ่งเหมือนคิดอะไรอยู่ บอกยงยุทธว่าอีกไม่กี่ปีเขาก็จะได้เป็นตำรวจ แล้วไม่สมควรที่จะเอาอนาคตมาทิ้งแบบนี้ บอกว่า “ฉันจะรับผิดชอบเอง”
“แล้วไอ้อนาคตนักวิชาการโบราณคดีของแกล่ะ หน้าที่ปกป้องหลักฐานของมนุษยชาติ ปกป้องรากเหง้าของประเทศนี่ล่ะ แกจะทิ้งมันไปเหมือนกันหรือ”
“แต่ฉันเป็นคนเล่นงานมัน ฉันก็ควรจะต้องกลับไปรับผิดชอบ”
“นั่นไม่ใช่แก” ยงยุทธกระชากคอเสื้อขุนเดชตะคอกใส่หน้า “ตอนนั้นแกบ้าเลือดจนลืมตัวต่างหาก ขนาดฉันเรียกเท่าไหร่แกก็ไม่รู้ตัว ฉันจะไม่ปล่อยให้แกกลับไปเจอหน้ามันอีก”
สองเกลอเพื่อนตายต่างจ้องหน้ากันอย่างท้าทาย ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร ครู่หนึ่ง ขุนเดชตัดสินใจบอกว่า
“ฉันดีใจที่หลวงพ่อพาฉันมาเลี้ยงและให้ฉันได้รู้จักกับแก แกเป็นเพื่อนตายของฉัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมให้แกต้องเดือดร้อนเด็ดขาด” ขุนเดชผลักยงยุทธพ้นทางจะออกไป พริบตานั้น ยงยุทธคว้าแจกันทองเหลืองฟาดท้ายทอยขุนเดชทีเดียวอยู่ ขุนเดชทรุดฮวบลงหมดสติ ยงยุทธมองเพื่อนรักพูดจากใจว่า
“แต่ถ้าดาราต้องเสียใจเพราะจะไม่ได้เจอแกอีก ฉันก็ต้องเดือดร้อนเหมือนกัน”
ประดับบัญชาสมุนค้นวัดอย่างบ้าคลั่ง สมุนบอกว่าค้นทั่วแล้วไม่เจอ คาดว่าคงหนีไปแล้ว
“ไอ้ขุนเดช ไอ้ยงยุทธ...กูนี่แหละจะเป็นพรานล่าเนื้อพวกมึง!” ประดับคำรามตาแดงก่ำ
ooooooo
ยงยุทธประคองร่างขุนเดชไปวางไว้ใต้ต้นไม้ริมบึงบัว ขณะนั่งเหนื่อยหอบนั่นเอง เห็นเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า ยงยุทธเงยมองพลันก็ก้มกราบหลวงพ่อ ขอโทษที่ทำให้หลวงพ่อต้องเดือนร้อน หลวงพ่อ ถามว่าก่อนทำอะไรทำไมไม่รู้จักคิด
ยงยุทธยอมรับผิด เพราะทนไม่ได้ที่พวกมันใช้อิทธิพลกลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์ แต่กฎหมายก็ไปแตะต้องไม่ได้ ตนจึงจำเป็นต้องใช้ศาลเตี้ยกับมัน หลวงพ่อถามว่า คิดว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะอยากเป็นตำรวจทำไม
“ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม แต่ผมเป็นห่วงเพื่อน เป็นห่วงดารา เมื่อไหร่ที่ผมเห็นว่าพวกเขาปลอดภัยดีผมจะยอมรับความผิดนี้ด้วยตัวเอง”
หลวงพ่อมองขุนเดชที่ยังนอนหมดสติอยู่ พูดเตือนสติว่า
“เอ็งสองคนมีชะตาที่ต้องร่วมเวรร่วมกรรมกันอีก จำคำข้าไว้ให้ดี ไม่มีใครลิขิตชีวิตได้นอกจากตัวเอง เมื่อเลือกเดินทางไหนแล้ว พวกเอ็งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เลือก”
ยงยุทธเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงพ่อ หลวงพ่อมองลูกศิษย์ทั้งสองก่อนหันหลังเดินจากไป...
ooooooo
วันนี้เป็นวันที่ขุนเดชกับยงยุทธนัดดาราจะพาไปถ่ายรูปโบราณสถานกัน แต่คอยจนสายก็ยังไม่มา ลุงเถินเอาพระไปส่งวัดกลับมาถามว่ายังไม่ไปอีกหรือ ดาราตอบงอนๆว่าสองคนนั้นนัดตนไว้แต่จนป่านนี้ยังไม่มา ไม่รู้ลืมหรือเปล่า
ลุงเถินบอกว่าไม่น่าลืม อาจจะอยู่ที่วัดก็ได้ให้ดาราลองไปตามดู เธอพูดอย่างถือดีว่าทำไมต้องไปตาม จะรออีก 5 นาที ถ้าไม่มาจะไปคนเดียว
ทันใดนั้นเด็กวัดวิ่งมาบอกว่าขุนเดชกับยงยุทธแย่แล้ว ดารานึกว่าสองคนประลองฝีมือกันอีกทำท่าไม่สนใจบอกว่าตีกันให้ตายไปเลยตนจะไม่ยุ่งอีกแล้ว
เด็กวัดบอกว่าคราวนี้ทั้งสองไม่ได้ประลองฝีมือกัน แต่ครั้งนี้หนักจริงๆ ดารามองหน้าลุงเถินอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ooooooo
ที่ห้องทำงานของอาจารย์ประทีป ผู้ช่วยของอาจารย์ หอบตำราและเอกสารเกี่ยวกับโบราณคดีเข้ามาให้ ถามอาจารย์ว่าเห็นข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้หรือยัง
“เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด เร็วๆนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่บ้านเมืองไม่สงบได้ อำนาจอยู่ในมือใครคนนั้นก็คือผู้ชนะ ทั้งๆที่มีตัวอย่างให้เห็นกันมาในอดีตเยอะแยะ ว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจล้วนทำให้เกิดซากปรักหักพัง ทั้งทางวัตถุและจิตใจ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเอาอดีตมาเป็นบทเรียนเลย”ประดับสวนไปแบบไม่กลัวนรกกินหัวว่า ตนก็อยากจะทำตามคำขอของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อเลี้ยง อันธพาลไว้ในวัดตนก็คงเลี่ยงไม่ได้ แล้วสั่งสมุนให้ค้นทุกซอกทุกมุม
“จะไม่อธิบายให้อาตมาฟังสักหน่อยเลยเหรอโยมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“หลวงพ่อเห็นไหม” ประดับชี้ให้ดูแขนตัวเองที่เข้าเฝือกอยู่ “ที่ผมต้องเป็นแบบนี้เพราะฝีมือลูกศิษย์อันธพาลของหลวงพ่อ เพราะฉะนั้น อย่าว่าผมไม่เกรงใจพระเลย ไว้ยกมือไหว้ได้เมื่อไหร่ผมจะกลับมาไหว้ขอขมา ทีหลัง” แล้วมันก็เดินผ่านหลวงพ่อไปอย่างยโสโอหัง
ในกุฏิ...ยงยุทธกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเร่งขุนเดชให้เร็วๆ เข้าพวกมันมากันแล้ว แต่ขุนเดชยังนิ่งเหมือนคิดอะไรอยู่ บอกยงยุทธว่าอีกไม่กี่ปีเขาก็จะได้เป็นตำรวจ แล้วไม่สมควรที่จะเอาอนาคตมาทิ้งแบบนี้ บอกว่า “ฉันจะรับผิดชอบเอง”
“แล้วไอ้อนาคตนักวิชาการโบราณคดีของแกล่ะ หน้าที่ปกป้องหลักฐานของมนุษยชาติ ปกป้องรากเหง้าของประเทศนี่ล่ะ แกจะทิ้งมันไปเหมือนกันหรือ”
“แต่ฉันเป็นคนเล่นงานมัน ฉันก็ควรจะต้องกลับไปรับผิดชอบ”
“นั่นไม่ใช่แก” ยงยุทธกระชากคอเสื้อขุนเดชตะคอกใส่หน้า “ตอนนั้นแกบ้าเลือดจนลืมตัวต่างหาก ขนาดฉันเรียกเท่าไหร่แกก็ไม่รู้ตัว ฉันจะไม่ปล่อยให้แกกลับไปเจอหน้ามันอีก”
สองเกลอเพื่อนตายต่างจ้องหน้ากันอย่างท้าทาย ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร ครู่หนึ่ง ขุนเดชตัดสินใจบอกว่า
“ฉันดีใจที่หลวงพ่อพาฉันมาเลี้ยงและให้ฉันได้รู้จักกับแก แกเป็นเพื่อนตายของฉัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมให้แกต้องเดือดร้อนเด็ดขาด” ขุนเดชผลักยงยุทธพ้นทางจะออกไป พริบตานั้น ยงยุทธคว้าแจกันทองเหลืองฟาดท้ายทอยขุนเดชทีเดียวอยู่ ขุนเดชทรุดฮวบลงหมดสติ ยงยุทธมองเพื่อนรักพูดจากใจว่า
“แต่ถ้าดาราต้องเสียใจเพราะจะไม่ได้เจอแกอีก ฉันก็ต้องเดือดร้อนเหมือนกัน”
ประดับบัญชาสมุนค้นวัดอย่างบ้าคลั่ง สมุนบอกว่าค้นทั่วแล้วไม่เจอ คาดว่าคงหนีไปแล้ว
“ไอ้ขุนเดช ไอ้ยงยุทธ...กูนี่แหละจะเป็นพรานล่าเนื้อพวกมึง!” ประดับคำรามตาแดงก่ำ
ooooooo
ยงยุทธประคองร่างขุนเดชไปวางไว้ใต้ต้นไม้ริมบึงบัว ขณะนั่งเหนื่อยหอบนั่นเอง เห็นเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า ยงยุทธเงยมองพลันก็ก้มกราบหลวงพ่อ ขอโทษที่ทำให้หลวงพ่อต้องเดือนร้อน หลวงพ่อ ถามว่าก่อนทำอะไรทำไมไม่รู้จักคิด
ยงยุทธยอมรับผิด เพราะทนไม่ได้ที่พวกมันใช้อิทธิพลกลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์ แต่กฎหมายก็ไปแตะต้องไม่ได้ ตนจึงจำเป็นต้องใช้ศาลเตี้ยกับมัน หลวงพ่อถามว่า คิดว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะอยากเป็นตำรวจทำไม
“ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม แต่ผมเป็นห่วงเพื่อน เป็นห่วงดารา เมื่อไหร่ที่ผมเห็นว่าพวกเขาปลอดภัยดีผมจะยอมรับความผิดนี้ด้วยตัวเอง”
หลวงพ่อมองขุนเดชที่ยังนอนหมดสติอยู่ พูดเตือนสติว่า
“เอ็งสองคนมีชะตาที่ต้องร่วมเวรร่วมกรรมกันอีก จำคำข้าไว้ให้ดี ไม่มีใครลิขิตชีวิตได้นอกจากตัวเอง เมื่อเลือกเดินทางไหนแล้ว พวกเอ็งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เลือก”
ยงยุทธเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงพ่อ หลวงพ่อมองลูกศิษย์ทั้งสองก่อนหันหลังเดินจากไป...
ooooooo
วันนี้เป็นวันที่ขุนเดชกับยงยุทธนัดดาราจะพาไปถ่ายรูปโบราณสถานกัน แต่คอยจนสายก็ยังไม่มา ลุงเถินเอาพระไปส่งวัดกลับมาถามว่ายังไม่ไปอีกหรือ ดาราตอบงอนๆว่าสองคนนั้นนัดตนไว้แต่จนป่านนี้ยังไม่มา ไม่รู้ลืมหรือเปล่า
ลุงเถินบอกว่าไม่น่าลืม อาจจะอยู่ที่วัดก็ได้ให้ดาราลองไปตามดู เธอพูดอย่างถือดีว่าทำไมต้องไปตาม จะรออีก 5 นาที ถ้าไม่มาจะไปคนเดียว
ทันใดนั้นเด็กวัดวิ่งมาบอกว่าขุนเดชกับยงยุทธแย่แล้ว ดารานึกว่าสองคนประลองฝีมือกันอีกทำท่าไม่สนใจบอกว่าตีกันให้ตายไปเลยตนจะไม่ยุ่งอีกแล้ว
เด็กวัดบอกว่าคราวนี้ทั้งสองไม่ได้ประลองฝีมือกัน แต่ครั้งนี้หนักจริงๆ ดารามองหน้าลุงเถินอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ooooooo
ที่ห้องทำงานของอาจารย์ประทีป ผู้ช่วยของอาจารย์ หอบตำราและเอกสารเกี่ยวกับโบราณคดีเข้ามาให้ ถามอาจารย์ว่าเห็นข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้หรือยัง
มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อาจารย์ประทีปเดินจากริมหน้าต่างมารับสาย ฟังครู่หนึ่งจึงพูดเหมือนคิดไว้แล้วว่า
“ไม่เจอเหรอ...ขอบใจมาก ยังไงก็ฝากช่วยตามต่อ ด้วยนะ”
“ยังไม่มีวี่แววของเศียรพระศิลาที่อาจารย์ตามหาเลยเหรอครับ” ผู้ช่วยถาม
อาจารย์ประทีปนิ่งแทนคำตอบ ถอนหายใจหนักหน่วง เมื่อคิดถึงอดีต...
วันนั้นที่ถ้ำศิลา...เศียรพระถูกตัดเหลือแค่พระศอ ไม่ไกลนัก ศพนายเดื่องที่มีผ้าคลุมนอน ทั้งอาจารย์ประทีปและชาวบ้านต่างพากันยืนมองอย่างเศร้าสลดใจ
ที่นั่น จ่าแท่น ตำรวจเพื่อนสนิทรุ่นน้องของนายเดื่องยืนมองศพ กำมือแน่นขบกรามกรอดคำรามอย่างเจ็บแค้น
“ไอ้สารเลว ชาติชั่ว...กูจะตามไปลากคอพวกมึงให้มากราบขมาศพพี่เดื่องให้ได้” อาจารย์ประทีปปลอบให้ใจเย็นๆ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร “จะเป็นฝีมือใครได้อีกล่ะครับอาจารย์ ทั้งฆ่าพี่เดื่อง ทั้งตัดเศียรพระศิลาไปแบบนี้ ฝีมือไอ้พวกโจรลักลอบขุดกรุแน่”
ทันใดนั้น เสียงคำปันร้องไห้โฮๆวิ่งแหวกกลุ่มชาวบ้านเข้ามา โผไปยังศพของนายเดื่องที่คลุมด้วยผ้า อย่างตระหนกร้องเรียกคร่ำครวญ...“พี่เดื่อง...เดื่อง...
ไม่จริง...ฉันไม่เชื่อ”
คำปันจะเปิดผ้าที่คลุมศพ จ่าแท่นรีบรั้งไว้บอกว่าไม่อยากให้เห็นสภาพศพ คำปันดิ้นสุดแรงจะเปิดผ้าดูให้ได้ แกะมือจ่าแท่นวิ่งไปพอเปิดผ้าคลุม คำปันหน้าเผือดตกใจสุดขีดเมื่อเห็นหัวนายเดื่องวางอยู่ข้างร่างเขา!
“พี่เดื่อง!!” คำปันร้องสุดเสียง...
อาจารย์ประทีปปลอบใจคำปัน บอกให้กลับไปดูแลขุนเดชที่นายเดื่องฝากไว้ทุกครั้งที่ไปทำงาน คำปันถามว่าขุนเดชไม่ได้อยู่กับอาจารย์หรือ เมื่อวานขุนเดชบอกว่าจะมาช่วยพ่อเฝ้าพระศิลา
จ่าแท่นกับอาจารย์ประทีปมองหน้ากันอย่างตกใจเมื่อรู้ว่าขุนเดชหายไป
นั่นคือเหตุการณ์ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังอยู่ในความทรงจำของอาจารย์ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...
อาจารย์ประทีปเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน พูดกับผู้ช่วยด้วยใบหน้าเศร้าว่า
“สิบปีแล้ว ที่ผมต้องเสียคนดีมีฝีมือ คนที่มีอุดมการณ์อย่างนายเดื่อง ส่วนขุนเดชลูกชายของเขา ก็หายสาบสูญไม่มีใครได้พบตัวอีกเลย”
คิดถึงอดีต นึกถึงนายเดื่องและลูกแล้ว อาจารย์ประทีปตาเป็นประกายอย่างนึกขึ้นได้ พึมพำ... “ขุนเดช”
ooooooo
ดาราขี่จักรยานออกตามหาขุนเดชกับยงยุทธที่ไหนก็ไม่เจอฉุกคิดได้ว่าสมัยเป็นนักเรียนเมื่อทั้งสองไปมีเรื่องแล้วโดนไล่จับก็จะพากันมาหลบในห้องเก็บของโรงเรียน เมื่อไปดูก็เจอทั้งสองจริงๆ
ดาราตำหนิว่ารู้ไหมว่าที่ทั้งสองคนทำไปนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขนาดไหน ขุนเดชกับยงยุทธต่างรับผิดเสียเอง ดาราบอกว่าผิดทั้งคู่นั่นแหละไม่ต้องมาแย่งกันรับผิดชอบ ถึงวันนี้พวกมันตามหาไม่เจอ สักวันพวกมันก็ต้องตามเจอ
พอเห็นขุนเดชกับยงยุทธนิ่ง ดาราเอื้อมมือแตะมือทั้งสอง ให้กำลังใจว่า
“ถึงพวกมันจะมีอิทธิพล แต่คนดีอย่างพวกนายพระต้องคุ้มครอง และฉันก็สัญญาว่าจะหาทางช่วยพวกนายได้”
นายเถินอยู่ที่โรงหล่อพระ คิดถึงลูกศิษย์เพลงมวยเพลงดาบทั้งสองแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ว่า ได้ถ่ายทอดฝีมือเชิงดาบให้จนขุนเดชมีวิชาแก่กล้า เมื่อประลองฝีมือกัน ขุนเดชรุกไล่ฟาดฟันจนดาบตัวเองหักครึ่ง พลันก็ยืนจังงังกันทั้งคู่ อึดใจเดียวลุงเถินชมว่าเก่งมาก ถ้าดาบไม่หักเสียก่อนมีหวังหัวตนได้แบะเป็นลูกแตงโมผ่าซีกแน่
“ผมขอโทษด้วยครับลุง”
“ไม่ต้อง แบบนี้น่ะดีแล้ว เมื่อข้าตาย ข้าจะได้ภูมิใจที่วิชาเชิงดาบของข้าไม่ตายไปพร้อมกับข้าด้วย”
พลันลุงเถินก็สะดุ้งเมื่อเสียงดาราร้องเรียกมาแต่ไกล ลุงเถินบอกให้ยงยุทธไปรับหน้าดาราให้ทีเพราะถ้ารู้ว่าตนสอนตีรันฟันแทงให้สองคนมีหวังโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ เมื่อยงยุทธออกไปแล้ว ขุนเดชมองดาบหักในมือบอกว่าคงใช้ไม่ได้แล้ว ตนจะตีให้ใหม่ก็แล้วกัน
“เฮ้ย...ไม่ต้องหรอก ดาบนั่นมันไม่เหมาะกับเอ็ง ...ตามข้ามา ข้าจะให้ดูอะไร”
ooooooo
ลุงเถินพาขุนเดชไปดูดาบดำที่เก็บไว้ ชักดาบออกจากฝักเผยให้เห็นดาบดำที่แตกต่างจากดาบอื่น เนื้อเหล็กเป็นสีดำสนิท แต่คมดาบกลับมีสีเงินเป็นแววประกายวับ ลุงเถินบอกขุนเดชว่า
“ดาบที่เอ็งเห็นอยู่นี่ เรียกว่าดาบดำ ข้าได้มาจากปู่ของข้า ตอนที่ข้ายังเป็นนักเลงดาบ” พลางลุงเถินเดินไปที่เสา ตวัดดาบทีเดียวเสาไม้ขาดครึ่ง ขุนเดชมองทึ่ง ลุงเถินเล่าถ่ายทอดตำนานดาบดำให้ฟังว่า
“ปู่ของข้า เป็นคนสุโขทัย เคยเล่าให้ข้าฟังถึงตำนานของดาบดำว่า เป็นดาบที่ตีขึ้นโดยช่างตีดาบกลุ่มหนึ่ง ในสมัยที่เมืองสุโขทัยกำลังเผชิญกับการแก่งแย่งชิงอำนาจ บ้านเมืองถูกละเลย ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาสู้กับพวกโจรที่เหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ลำพังแค่จอบเสียมยังไงก็สู้กับพวกโจรไม่ได้ มีดาบดำนี่แหละที่ใช้ฟาดฟันต่อสู้ ปกป้องพ่อแม่พี่น้องและบ้านเมืองไม่ให้พวกโจรมันมาปล้น เผา ทำลาย วิชาตีดาบดำก็เลยสืบทอดกันมาในกลุ่มลูกหลานช่างตีดาบกลุ่มนั้น ที่เรียกตัวเองว่าทหารของพระร่วง”
ขุนเดชจ้องดาบดำในมือลุงเถินอย่างสนใจ ลุงเถินถามว่ากำลังสงสัยว่าตำนานเรื่องดาบดำที่ตนเล่าให้ฟัง
ไม่เคยผ่านหูผ่านตาในวิชาเรียนเลยใช่ไหม เมื่อขุนเดชตอบว่าใช่ ลุงเถินย้ำว่า
“การที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้พูดถึง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี สิ่งที่เอ็งเห็นอยู่ตรงหน้านี่ต่างหาก ที่จะทำให้เอ็งเชื่อ...หรือไม่เชื่อ... เอ็งอยากลองจับดูไหม...ขุนเดช”
ลุงเถินยื่นดาบให้ ขุนเดชค่อยๆเอามือแตะเบาๆ แต่พอสัมผัสดาบเท่านั้น ขุนเดชก็มีอาการปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
“ขุนเดช!!” ลุงเถินอุทานเรียก มองดาบในมือ พูดอย่างเจ็บปวดว่า “ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยเปลี่ยน บ้านเมืองไร้การเหลียวแล แผ่นดินเป็นของโจร”
ลุงเถินกำดาบแน่น พลันก็หันมองเมื่อลูกน้องวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่า “ลูกพี่...แย่แล้ว พวกทหารบุกเข้ามาเต็มเลย”
ooooooo
ประดับพาสมุนลุยเข้ามาในโรงหล่อพระ อ้างว่าลุงเถินให้ที่ซ่อนตัวกับพวกอันธพาลที่ตนกำลังตามล่า สั่งสมุนค้นให้เจอ ลุงเถินยอมให้ค้นแต่ห้ามยุ่งกับพระพุทธรูป
ดาราจะพาขุนเดชกับยงยุทธไปมอบตัว แต่อยากไปถามพ่อก่อนว่าพ่อรู้จักใครที่พอจะช่วยเขาสองคนได้บ้าง กลับมาโรงหล่อพระ ดาราตะลึงงันเมื่อโรงพระถูกค้นกระจุยกระจาย พระพุทธรูปหลายองค์ถูกทำลายที่ร้ายกว่านั้นคือ นายเถินถูกจับไปข้อหากบฏเป็นภัยต่อความมั่นคง ขุนเดชมองพระดินเหนียวที่ถูกทำลายกำหมัดแน่นคำราม “ไอ้ประดับ!!”
ดาราจะไปเอาพ่อกลับมา ยงยุทธห้ามไว้บอกว่าถ้าเธอไปเธอจะไม่ได้กลับมาอีกเลย บอกดาราว่า
“ที่ไอ้ประดับมันตามทำลายชีวิตผม ไอ้ขุนเดช และลุงเถิน ก็เพราะมันต้องการบีบให้คุณเดินไปติดหลุมของมัน แต่ผมจะไม่มีวันยอมให้มันพรากเอาคนที่ผมรักไปเด็ดขาด ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาคุณเหมือนอย่างเวลาที่คุณมองขุนเดช แต่ผมก็ดีใจที่อย่างน้อยก็ยังเป็นไอ้ขุนเดช เพื่อนรักคนเดียวของผม”
ยงยุทธบอกให้ดาราคอยอยู่ที่นี่ ตนจะไปจบปัญหาและช่วยลุงเถินกลับมาเอง บอกดาราว่าขอให้ตนได้ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องคนที่ตนรักกับเพื่อนรักของตนเถิด
ขุนเดชยืนมองอยู่ เขาค่อยๆหันเดินกลับเข้าไปในโรงหล่อพระ ทุบกุญแจหีบเก็บดาบดำของลุงเถิน เอาดาบดำขึ้นมอง แววตาแข็งกร้าวขึ้นจนน่ากลัว! พอขุนเดชชักดาบดำออกจากฝัก เขาก็เจ็บปวดจี๊ดขึ้นสมอง... แววตาอาการเหมือนเมื่อครั้งที่เขาคลุ้มคลั่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาขุนเดชก็เปลี่ยนเป็นแววตาเพชฌฆาต ดุดันน่ากลัวโดยที่เขาเองไม่รู้สึกตัวเลย!
ooooooo
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะตามหาขุนเดช อาจารย์ประทีปสืบจนพบและไปนมัสการหลวงพ่อสุขที่วัด เมื่อจำกันได้แล้วอาจารย์ถามถึงขุนเดชที่หายสาบสูญไปหลังจากนายเดื่องถูกโจรลักขุดกรุฆ่าตัดคอ
หลวงพ่อจึงหันไปเลื่อนกล่องไม้มาเปิดให้ดู ในนั้นคือดาบดำของนายเดื่องที่หักเหลือเพียงครึ่งด้ามเท่านั้น
อาจารย์ถามว่าดาบของนายเดื่องมาอยู่ที่หลวงพ่อได้อย่างไร หลวงพ่อจึงเล่าเหตุการณ์เวลานั้นให้ฟังว่าขุนเดชคลั่งเสียสติเพราะเห็นพ่อถูกฆ่าต่อหน้า เมื่อหลวงพ่อช่วยให้ฟื้นขึ้นมาขุนเดชก็จำอะไรไม่ได้ ท่านเห็นว่าถ้าขุนเดชยังอยู่ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยจึงพามาอยู่ที่วัดด้วย เพราะไม่อยากให้ขุนเดช...
หลวงพ่อไอออกมาเป็นเลือดจนต้องหยุดพูด หลวงพ่อบอกอาจารย์อย่างห่วงใยว่า
“โยม...อาตมาหยุดขุนเดชได้เพียงเท่านี้ จากนี้ไปขุนเดชต้องเดินตามลิขิตชีวิตตัวเอง...”
ooooooo


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น